เทคโนโลยี เครื่องกั้นทางเข้าออก เข้ามามีบทบาทในการควบคุมการเข้า-ออกของบุคคลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว เครื่องกั้นทางเข้าออก นี้สามารถใช้งานร่วมกับระบบต่าง ๆ ได้หลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น ระบบสแกนนิ้ว หรือ ระบบหยอดเหรียญ เป็นต้น และอีกระบบคือ ระบบทาบบัตร ซึ่งใช้ระบบบัตร RFID เข้ามาร่วมทำงานด้วยนั่นเอง จากบทความก่อนหน้านี้ที่พูดถึงการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ตอนนี้เรามาเจาะลึกว่า การทำงานงานของระบบ RFID ทำงานเป็นอย่างไร

โครงสร้างทั่วไปของ ระบบทาบบัตรของเครื่องกั้น หรือ ระบบ RFID
ทั่วไปป้ายแล้ว RFID จำแนกออกได้เป็นหลายประเภทตามความสามารถในการโปรแกรมข้อมูล และตามแหล่งพลังงานที่ใช้ แสดงโครงสร้างของป้าย RFID ที่แบ่งตามความสามารถในการโปรแกรม ซึ่งมี 2 แบบ คือ
1) ป้าย RFID ที่ไม่สามารถโปรแกรมได้ โดยข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ภายในป้ายนี้ (เช่น หมายเลขรหัส) จะถูกบันทึกมาตั้งแต่การผลิต ซึ่งจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูลเหล่านี้ได้
2) ป้าย RFID ที่สามารถโปรแกรมได้ (อ่านและเขียนข้อมูลผ่านทางเครื่องอ่าน) โดยภายในป้ายนี้จะประกอบด้วยหน่วยความจำแบบ EEPROM (electrically erasable programmable read only memory) ซึ่งนิยมใช้มากที่สุดในป้าย RFID

องค์ประกอบของระบบอาร์เอฟไอดี
ในทางปฏิบัติระบบอาร์เอฟไอดี (RFID) ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก 2 ส่วน คือ
1) ป้าย RFID (tag หรือ transponder) จะถูกออกแบบให้มีรูปแบบและขนาดต่างๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละงานประยุกต์ เพื่อให้สามารถยึดติดหรือผูกอยู่กับวัตถุหรือสินค้าที่ต้องการบ่งชี้ตัวตน ติดตาม หรือตรวจนับ ด้วยเทคโนโลยี RFID โดยทั่วไปป้าย RFID ประกอบไปด้วยส่วนประกอบที่สำคัญคือ สายอากาศ และไมโครชิฟ
2) เครื่องอ่าน (reader หรือ interrogator) ทำหน้าที่ในการติดต่อสื่อสารกับป้าย RFID โดยสามารถที่จะอ่านหรือเขียนข้อมูลเข้าไปในป้าย RFID ได้โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ และสื่อสารกับผู้ใช้งานผ่านจุดเชื่อมต่อ (interface) แบบต่างๆ เช่น RS-232, RS-485 และ USB เป็นต้น

ป้าย RFID ที่แบ่งตามลักษณะของแหล่งจ่ายพลังงาน ซึ่งมี 2 แบบ คือ
- แบบแพสซีฟ (passive) เป็นป้าย RFID ที่ไม่ต้องมีแหล่งจ่ายพลังงานบรรจุไว้ภายในป้าย แต่จะอาศัยการแปลงสัญญาณพลังงานไฟฟ้าที่ส่งออกมาจากเครื่องอ่านเป็นไฟเลี้ยงเพียงอย่างเดียว ข้อดีคือไม่ต้องมีการเปลี่ยนแหล่งพลังงาน แต่ข้อจำกัดคือระยะทางในการสื่อสารระหว่างป้าย RFID กับเครื่องอ่านได้ไม่ไกล
- แบบแอ็กทีฟ (active) เป็นป้าย RFID ที่มีแหล่งจ่ายพลังงานบรรจุไว้ภายในเพื่อใช้เป็นไฟเลี้ยงให้กับชิพประมวลผลที่ติดตั้งอยู่ภายใน ข้อดีคือสามารถสื่อสารกับเครื่องอ่านได้ในระยะไกล แต่ข้อจำกัดคือต้องเปลี่ยนแหล่งจ่ายพลังงานเป็นระยะๆ เมื่อหมดอายุการใช้งาน
นอกจากนี้ย่านความถี่ใช้งาน (operating frequency) ก็ถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการเลือกใช้อุปกรณ์ RFID โดยความถี่ใช้งานหมายถึง คลื่นความถี่วิทยุที่เครื่องอ่านทำการส่งออกไปเท่านั้น โดยไม่สนใจว่าป้าย RFID จะส่งคลื่นความถี่ในย่านใดตอบกลับมา ในบางกรณีป้าย RFID อาจจะส่งคลื่นความถี่เดิมกลับไปหาเครื่องอ่านก็ได้ โดยอาศัยเทคนิคการกล้ำสัญญาณแบบ load modulation [3] โดยทั่วไปย่านความถี่ใช้งานของอุปกรณ์ RFID แบ่งออกเป็น 3 ย่านความถี่หลัก คือ

- ย่านความถี่ต่ำ (LF: low frequency) มีความถี่ตั้งแต่ 30 – 300 กิโลเฮิรตซ์ (kHz) นิยมนำมาใช้กับงานปศุสัตว์ หรืองานประยุกต์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิต
- ย่านความถี่สูง (HF: High Frequency) หรือความถี่วิทยุ (RF: radio frequency) มีความถี่ตั้งแต่ 3 – 30 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) นิยมนำมาใช้กับงานควบคุมการเข้า-ออก, บัตรรถโดยสาร, บัตรเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โดยมีระยะการสื่อสารระหว่างเครื่องอ่านกับบัตรอยู่ในช่วงประมาณ 5 – 15 เซนติเมตร
- ย่านความถี่สูงยิ่ง (UHF: ultra high frequency) มีความถี่ตั้งแต่ 300 เมกะเฮิรตซ์ – 3 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) และย่านความถี่ไมโครเวฟ (microwave) ซึ่งมีความถี่ตั้งแต่ 3 กิกะเฮิรตซ์ขึ้นไป นิยมนำมาใช้กับงานทางด้านโลจิสติกส์ เช่น ระบบขนย้ายตู้บรรจุสินค้า ระบบคลังสินค้า เป็นต้น โดยการสื่อสารระหว่างเครื่องอ่านกับบัตรในระบบโลจิสติกส์จะกระทำในขณะที่อุปกรณ์มี การเคลื่อนไหว ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการสื่อสาร ป้าย RFID ในย่านความถี่สูงยิ่งนี้ จึงถูกออกแบบมาให้มีพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลจำนวนไม่มาก โดยทั่วไปการสื่อสารระหว่างเครื่องอ่านกับป้าย RFID มีระยะทางได้มากกว่า 2 เมตร (สามารถใช้ในระยะทางที่ไกลกว่านี้ได้ เมื่อใช้งานร่วมกับป้าย RFID แบบแอ็กทีฟ)
โดยในแต่ละย่านความถี่ใช้งานก็ยังมีมาตรฐานหลายมาตรฐานให้เลือกใช้งาน ซึ่งแต่ละมาตรฐานก็ยังไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ในปัจจุบัน เช่น ย่านความถี่ 13.56 MHz มีมาตรฐาน ISO14443, ISO15693 และ ISO18000-3 เป็นต้น

ปัจจุบันมีเทคโนโลยี เครื่องกั้นทางเข้าออก เข้ามามีบทบาทในการควบคุมการเข้า-ออกของบุคคลต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่แล้ว เครื่องกั้นทางเข้าออก นี้สามารถใช้งานร่วมกับระบบต่าง ๆ ได้หลายระบบ ไม่ว่าจะเป็น ระบบสแกนนิ้ว หรือ ระบบหยอดเหรียญ เป็นต้น และอีกระบบคือ ระบบทาบบัตร ซึ่งใช้ระบบบัตร RFID เข้ามาร่วมทำงานด้วยนั่นเอง
RFID มีประโยชน์อย่างไร
“RFID” ย่อมาจาก Radio Frequency Identification มีหลักการทำงาน ด้วยการที่อุปกรณ์จะส่งคลื่นวิทยุ มาอ่านค่าจากขดลวดจากภายในบัตร หรืออุปกรณ์อื่นๆ ทำให้ไม่ต้องมีการรูดหรือเสียบบัตรอีกต่อไป รวมถึงบางรุ่นไม่จำเป็นต้องสัมผัสกับตัวเครื่องอ่านอีกด้วย (Contact-Less) เพียงนำอุปกรณ์ไปไว้ในระยะ 3 – 6 เซ็นติเมตร ก็สามารถอ่านได้ทันที
RFIDกับระบบ Access control
จะเป็นโซลูชั่นใหม่ที่ทันสมัยที่ให้ผู้ใช้มีอำนาจที่จะเข้าถึงข้อมูลของระบบได้ทันท่วงทีและถูกต้องที่จะก้าวเข้าไปในพื้นที่ของอุปกรณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น ประตูปิด – เปิด ประตูทางผ่าน ซึ่งระบบจะมีพลังงานจาก 3 องค์ประกอบหลักๆ คือ
- Access control soft ware
- RFID-Badges/Tags
- RFID-Reader
ซึ่งทั้งสามส่วนนี้จะทำงานร่วมกัน เพื่อให้ผู้ใช้ได้เข้าถึงระบบและมีการเรียนรู้ระบบที่ดี และจะมีประสิทธิภาพจากสภาพแวดล้อม ทางธุรกิจที่ดีอีกด้วย ทำให้แบ่งแยกหน้าที่ของผู้ที่เข้าพื้นที่จะมีความรับผิดชอบนั้นๆที่แตกต่างกันออกไป
RFIDมีกี่ประเภทอย่างไรบ้าง และ ขดลวดใน บัตรRFIDต่างกันอย่างไร
อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า บัตรRFID มีการใช้งานขดลวดภายในบัตรที่ไม่เหมือนกัน และมีมาตรฐานในการอ่านของหัวอ่านที่ไม่เหมือนกันอีกเช่นกัน ดังนั้น เราจะมาอธิบายความแตกต่างของ ขดลวด ว่าแบ่งเป็นกี่รูปแบบอะไรบ้าง
RFIDแบ่งออกตามคลื่นความถี่ได้ดังนี้
- ย่านความถี่ต่ำ (Low Frequency: LF) ต่ำกว่า 150 กิโลเฮิรตซ์ (kHz)
- ย่านความถี่สูง (High Frequency: HF) 13.56/27.125 เมกะเฮิรตซ์ (MHz)
- ย่านความถี่สูงยิ่ง (Ultra High Frequency: UHF) 433/868/915 เมกะเฮิรตซ์ (MHz)
- ย่านความถี่ไมโครเวฟ (Microwave frequency) 2.45/5.8 กิกะเฮิรตซ์ (GHz)

โดยปกติแล้ว บัตรRFID ที่เรามักใช้สำหรับงาน Access Control จะมีการใช้งานกันอยู่ใน 2 ย่านความถี่ โดยแต่ละย่านความถี่ก็มีชื่อเรียกที่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ ในย่านความถี่ 125 kHz ที่อยู่ใน ย่านความถี่ต่ำ (LF) จะถูกเรียกว่า Proximity Card และในย่านความถี่ 13.75 mHz ที่อยู่ในย่านความถี่สูง (HF) จะถูกเรียก Mifare Card ด้วยย่านความถี่ที่ต่างกันของอุปกรณ์ที่เป็นไปตามมาตฐาน ชิป ที่ควบคุมบัตรเอง ก็ย่อมแตกต่างกัน โดยในแต่ละ Chip ซึ่งถูกฝังอยู่ภายในตัวบัตร (RFID Card) จะอ่านได้กับหัวอ่านที่รองรับกับตัวเองเท่านั้น และในการทำงานของหัวอ่านนั้นต้องมีการลงทะเบียนบัตรเพื่อใช้งานระบบ ดังนั้นจึงนิยมนำมาใช้ทำ ระบบควบคุมการเข้าออก
อีก 1 ใน สองประเภทที่ยังไม่ได้กล่าวถึงก็คือ ย่านความถี่สูงยิ่ง (Ultra High Frequency: UHF) เป็นบัตรความถี่ UHF นิยมใช้ในกลุ่มงาน ลานจอดรถ หรือ Car Park เพื่อนำมาเป็นระบบควบคุมการเข้าออก สำหรับลานจอดรถ หรือหมู่บ้านต่างๆ โดยใช้คู่กับหัวอ่าน UHF ซึ่งในกลุ่มหัวอ่าน UHF จะถูกเรียกว่าหัวอ่านระยะไกล ด้วยความไกลของหัวอ่าน ทำให้นิยมใช้เพื่ออ่านบัตร ในระยะไกลมากๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพื้นที่ และสุดท้ายในส่วนRFID รูปแบบคลื่น ไมโครเวฟ (Microwave) เป็นนวัตกรรมใหม่ ที่กำลังถูกวิจัยและพัฒนาในย่านความถี่ไมโครเวฟที่ความถี่ 2.4 GHz และความถี่ 5.8 GHz โดยในอนาคตคาดว่าจะมีการนำไปใช้งานในระบบคลังสินค้าเนื่องจากขนาดของสายอากาศที่เล็กมาก แต่ด้วยการพัฒนาอยู่นั้นเอง ทำให้ความนิยมยังมีไม่มากนัก

นอกจากในส่วนของลานจอดรถที่ใช้RFID เพื่อดูแลทางเข้าออกแล้ว ก็ยังมีการใช้ TAG RFID เพื่อป้องกันการโจรกรรมสินค้า ราคาแพง อย่างเช่น นมผง อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เครื่องสำอาง โดยเป็นรูปแบบ สติกเกอร์ หรือ ป้าย tag เพื่อป้องกันสินค้าสูญหาย และในทางเข้าออกก็มีการติดตั้งหัวอ่านกันขโมยเพื่ออ่านสัญญาณจากRFID
ประเทศไทยได้มี การพัฒนาเทคโนโลยี RFID มาใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายรูปแบบ เช่น บัตรผ่านประตูอัตโนมัติ บัตรผ่าน เครื่องกั้นคน บัตรทางด่วน บัตรรถโดยสาร บัตรพนักงาน บัตรเงินสด งานห้องสมุด งานปศุสัตว์ และงานระบบขนส่ง เป็นต้น โดยระบบบางระบบก็นำเข้าจากต่างประเทศทั้งระบบเข้ามาติดตั้งใช้งาน และบางระบบก็เริ่มมีการพัฒนาขึ้นใช้งานเองโดยวิศวกรคนไทย ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นการพัฒนาส่วนเชื่อมต่อกับเครื่องอ่าน โดยการใช้หน่วยประมวลผลขนาดเล็กไมโครคอนโทรลเลอร์ เช่น MCS, PIC, X86 และ ARM เป็นต้น การนำเทคโนโลยี RFID มาประยุกต์ใช้ในการลงเวลาและระบบควบคุมการผ่านเข้า-ออก ทำให้ระบบมีความโดดเด่นในหลายประการ ในการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นประโยชน์มากสำหรับองค์กรที่พนักงานที่มีการเข้าออกในเวลาพร้อมๆ กันจำนวนมาก นอกจากนี้หากมีการกำหนดตำแหน่งของข้อมูลในหน่วยความจำของบัตร RFID ที่เหมาะสม ก็สามารถทำให้ระบบมีความรวดเร็วมากขึ้นได้อีก

การพัฒนาเทคโนโลยี RFID ในประเทศไทย
เทคโนโลยีสมาร์ทการ์ด (smart card) ถือเป็นเทคโนโลยีบ่งชี้อัตโนมัติอีกประเภทหนึ่งที่มีใช้งานทั่วไปในปัจจุบัน โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในไมโครชิป (microchip) ที่อยู่บนบัตร ตัวอย่างเช่น บัตรโทรศัพท์, บัตรธนาคาร หรือบัตรระบุผู้เช่า ( SIM: subscriber identity module ) ข้อดีของเทคโนโลยีนี้คือสามารถจัดเก็บข้อมูลได้จำนวนมากกว่ารหัสแท่ง และมีความปลอดภัยในการจัดเก็บข้อมูลสูง อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีสมาร์ตการ์ดถือเป็นเทคโนโลยีบ่งชี้อัตโนมัติแบบสัมผัส ( contact Auto-ID ) ซึ่งต้องอาศัยการสัมผัสระหว่างบัตรสมาร์ตการ์ดและเครื่องอ่านสมาร์ตการ์ด ( smart card reader ) ซึ่งทำให้ไม่สะดวกในการใช้งานในบางงานประยุกต์ ( application ) เช่นในกรณีที่กรมศุลกากรต้องการตรวจนับจำนวนสินค้าทั้งหมดที่อยู่ภายในตู้สินค้า ( container ) ซึ่งถ้าพนักงานต้องนับสินค้าแต่ละชิ้นก็จะทำให้เสียเวลามาก เป็นต้น นอกจากนี้ถ้ามีการใช้งานมากครั้ง ส่วนที่สัมผัสกับเครื่องอ่านก็จะเกิดการสึกหรอของหน้าสัมผัสได้ง่าย

ดังนั้นเทคโนโลยีบ่งชี้อัตโนมัติแบบไร้สัมผัส (contactless Auto-ID) จึงเป็นตัวเลือกสำหรับการใช้งานลักษณะนี้ โดยที่กำลังงานที่ใช้ในการทำงานของบัตรจะถูกส่งมาจากเครื่องอ่านในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งช่วยทำให้การรับส่งข้อมูลระหว่างบัตรและเครื่องอ่านมีความสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาความไม่เที่ยงตรงและความคลาดเคลื่อนในการอ่านและเขียนข้อมูล โดยทั่วไปเทคโนโลยีบ่งชี้อัตโนมัติแบบไร้สัมผัสจะรู้จักกันในชื่อว่า “เทคโนโลยีบ่งชี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFID: radio frequency identification)” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เทคโนโลยี RFID” เนื่องจากลักษณะการส่งผ่านกำลังงานและข้อมูลระหว่างบัตรและเครื่องอ่านจะอยู่บนพื้นฐานของคลื่นความถี่วิทยุ ภาพที่ 1.2 เปรียบเทียบข้อแตกต่างของเทคโนโลยีบ่งชี้อัตโนมัติแบบต่างๆ ซึ่งจะพบว่าเทคโนโลยี RFID ค่อนข้างมีข้อได้เปรียบมากกว่าเทคโนโลยีแบบอื่นๆ


เทคโนโลยี RFID สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ จากการวิจัยพบว่า มูลค่ารวมตลาดทั่วโลกของ RFID มีอัตราที่สูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2550 ตลาดอุตสาหกรรม RFID ในโลกมีมูลค่าสูงถึง 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในปี พ.ศ. 2555 จะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 8,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นตลาดอุตสาหกรรม RFID จึงถือว่าเป็นตลาดเทคโนโลนีที่เติบโตสูงมากเช่นเดียวกับตลาดอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่และตลาดอุตสาหกรรมยานยนต์ สำหรับตลาด RFID ในประเทศไทยพบว่ามีการนำ RFID ไปประยุกต์ใช้งานในหลายๆ ด้าน ได้แก่ การผลิตในอุตสาหกรรม , การประยุกต์ใช้กับห่วงโซ่อุปทาน และโลจิสติกส์, การควบคุมการเข้า-ออก , การปศุสัตว์ , และการเงิน เป็นต้น โดยจากสถิติในปี พ.ศ. 2548 มูลค่าตลาดของ RFID ในประเทศไทย (ทั้งส่วนที่ผลิตเองในประเทศและนำเข้า) มีมูลค่าประมาณ 856.2 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1.07 ของตลาด RFID ทั่วโลก และมีมูลค่าเพิ่มเป็น 1,827.3 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2550
เครื่องกั้นคน มีอยู่สองชนิดปัจจุบันการนำบัตรอัจฉริยะ หรือที่เรียกทับศัพท์กันว่า Smart Card เข้ามาทำงานกับเครื่องคือ เครื่องกั้นคนแบบปีกผีเสื้อ และเครื่องกั้นสามขา ที่มักติดตั้งกับบริษัทหรือองค์กรใหญ่ๆ ในการตรวจสอบบุคคลเข้า-อกก โดยระบบSmart card กำลังมีใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในรูปแบบของบัตรประจำตัวประชาชน บัตรเงินสด บัตรเครดิต บัตรสมาชิก และอื่นๆ อีกมากมาย การที่เราจะนำข้อมูลออกมาใช้งานได้นั้นจะต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Smart Card Reader หรือเครื่องอ่านบัตรสมาร์ตการ์ด ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนอกจากจะอ่านบัตรได้แล้ว ก็ยังสามารถเขียนข้อมูลลงบัตรได้ด้วย บางครั้งจึงเรียกว่า Smart Card Reader/Writer

คุณสมบัติของเครื่องอ่านบัตร Smart Card ที่มีจำหน่าย
– ใช้งานได้กับบัตรสมาร์ตการ์ดในหลายรูปแบบ เช่น บัตรประชาชน บัตรเงินสด บัตรเครดิต บัตรสมาชิก และอื่นๆ
– มีรุ่นที่ใช้กับบัตรชนิดต่างๆ เช่น Class A,B,C (5V/3V/1.8V), Microprocessor Card (เช่น บัตรประชาชน), Memory Card, และ Contactless Card (บัตรแตะ)
– มีการรองรับมาตรฐานต่างๆ หลายแบบให้เลือก อาทิเช่น PC/SC (Microsoft), MCARD (SCM),
EMV (Master-Visa), CCID(Microsoft)
– ใช้งานกับ Win 98/Me/XP/Vista/2000/2003, Mac OS และ Linux
– ได้รับเครื่องหมายรับรองต่างๆ เช่น FCC, CE, RoHS
* คำว่า Smart Card มีการเขียนทับศัพท์ในหลายรูปแบบ เช่น สมาร์ตการ์ด / สมาร์ทคาร์ด / สมาร์ทการ์ด

การใช้งาน Smart Card Reader
เราสามารถนำ Smart Card Reader ของ R&D ไปใช้งานได้หลากหลายตามความต้องการ เช่น
– National ID Card ใช้ร่วมกับบัตรประจำตัวประชาชน ของกรมการปกครอง เช่น การอ่านข้อมูลภายในบัตร การใช้ในหน่วยงานราชการ การใช้ในโครงการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
– Access Control ใช้แสดงตน (Authentication) ในการเข้าใช้งานระบบ IT ต่างๆ, ระบบคอมพิวเตอร์,
Web Site, Server, VPN, Remote Logon, Smart Card Logon
– CA/PKI Applications ใช้ในการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ต้องการความเชื่อถือของระบบ เช่น การส่ง Secure e-mail, การลงลายมือชื่อดิจิตัล (Digital Signature)
– องค์กร, B2C Applications เช่น ระบบจ่ายเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment), ระบบสมาชิก, ระบบซื้อขายออนไลน์ (e-Commerce)
– EMV Applications สำหรับเครื่องอ่านบางรุ่นที่รองรับการทำงานตามมาตรฐาน EMV สามารถนำมา
ประยุกต์ใช้งานกับบัตรเครคิตได้ในหลายรูปแบบ
– Services Payment System เช่น การใช้บัตรในการเก็บค่าโดยสาร (e-Ticket), ค่าที่จอดรถ (Parking)
ค่าผ่านทาง (Toll Collection), ค่าเช่า, ค่าสมาชิก และค่าบริการต่างๆ

เครื่องสแกนลายนิ้วมือ เราอาจจะทราบหรือเห็นตามสถานที่ต่างๆทั้งออฟฟิศ,อพาร์เมนท์,ร้านค้า ที่มีไว้สแกนบุคคลที่ผ่านเข้าออกตามสถานที่นั้นๆ เพื่อป้องกันในเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเครื่องสแกนลายนิ้วมือที่เรารู้ๆ กันอยู่คือ สามารถใช้บันทึกเวลาการทำงานได้ สามารถใช้สำหรับควบคุมประตูเข้าออกได้ แต่จะบอกว่าด้วย Function ที่สามารถทำงานร่วมกับชุดควบคุมประตูได้นี้ ทำให้เครื่องสแกนลายนิ้วมือกลายเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาต่อเติบระบบอื่นๆ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากจะออกแบบการทำงานกับประตูแล้วยังสามารถทำงานร่วมกับ เครื่องกั้นคน (Turnstile) ซึ่งได้หลายชนิดทั้ง เครื่องกั้นสามขา , ประตูปีกผีเสื้อ หรือเครื่องกันแบบบานกั้น ซึ่งการใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือให้ทำงานร่วมกับเครื่องกั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม หรือตามบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งในการทำงานร่วมกับเครื่องกั้นคนนี้ โดยเครื่องจะทำการการประมวลผลเมื่อมีการสแกนหากตรวจพบว่า มีข้อมูลอยู่ในระบบก็จะส่งสัญญาณไปยังเครื่องกั้น เพื่อให้เครื่องกั้น ทำงาน หรืออนุญาตให้ผ่านได้

ในส่วนของทำงานร่วมกับเครื่องกั้นคนประตูผลักอัตโนมัติ หรือ Swing Gate ซึ่งในรูปแบบการทำงานร่วมกับประตูผลักอัตโนมัติ หรือ Swing Gateนั้นจะเป็นรูปแบบเดียวกันกับ เครื่องกั้นคน คือ เครื่องสแกนลายนิ้วมือ จะมีหน้าที่ในการรับและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อส่งผลไปยังประตูผลักอัตโนมัติให้ทำงานต่อไป และอีกหนึ่งรูปแบบที่นิยมให้กันก็คือ ทำงานร่วมกันกับเครื่องกั้นปีกผีเสื้อ หรือ Flab Gate โดยปกติแล้ว Flab Gate นั้นจะนิยมติดตั้งให้ทำงานร่วมกับเครื่องอ่านบัตร (เช่น BTS หรือ MRT) แต่สำหรับการใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรมแล้วหากจะมีการประยุกต์ใช้จากเครื่องอ่านบัตรเป็นเครื่องสแกนลายนิ้วมือ เพราะจะให้ความสะดวกแก่ผู้ใช้งานได้มากกว่า พร้อมทั้งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลพนักงานเข้าออกพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ หมดห่วงเรื่องบัตรหายหรือการใช้บัตรทาบแทนกัน


การตรวจสอบ IP ของ เครื่องสแกนลายนิ้วมือ ก่อนการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์
เป็นการใช้งาน IP ที่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือที่ไม่ได้เป็น IT หรืออาจไม่มีความชำนาญในด้าน IT มากนัก แต่มีความต้องการที่จะเชื่อมต่อเครื่องสแกนลายนิ้วมือผ่านสายแลนด์หรือระบบ Network และหากผู้ใช้งานไม่ต้องการเชื่อมต่อผ่านระบบแลนด์ก็ไม่ต้องทำตาม เพราะหากเราต่อเครื่องสแกนลายนิ้วมือผ่านระบบแลนด์เราก็จะไม่ต้องดาวน์โหลดข้อมูลทาง Flash Drive เพียงแค่กดปุ่มในโปรแกรมก็ได้ข้อมูลมาแล้ว ง่าย รวดเร็ว ดาวน์โหลดข้อมูลได้แบบ Real Time โดยการเชื่อมต่อ เครื่องสแกนใบหน้า กับคอมพิวเตอร์ แต่ในการตรวจสอบว่า IPของเครื่องสแกนลายนิ้วมือ หรือเครื่องสแกนใบหน้า คอมพิวเตอร์ได้ตรวจพบหรือไม่เราสามารถตรวจสอบได้โดยการ ping ip ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
เปิดโปรแกรม Command Prompt (หน้าจอดำๆ) หากสงสัยว่าเปิดที่ตรงไหนสำหรับ windows 7 ให้คลิ้ก start แล้วพิมพ์คำว่า cmd ตรงค้นหาแล้ว enter ก็จะได้หน้าต่างนี้ขึ้นมา ในส่วน windows 10 ก็ให้พิมพ์ C ตรงค้นหาใกล้ๆ กับ start แล้วก็เปิดโปรแกรม Command Prompt ขึ้นมา ก่อนที่จะทำการตรวจสอบให้เราเปิดเครื่องสแกนลายนิ้วมือ หรือเครื่องสแกนใบหน้า และต่อสายแลนด์ระหว่างคอมพิวเตอร์กับเครื่องสแกนลายนิ้วมือ หรือเครื่องสแกนใบหน้าให้เรียบร้อย

เมื่อดำเนินการตามข้างต้นเสร็จแล้ว ก็ให้พิมพ์คำว่า ping 192.168.1.224 อธิบายคือ ping วรรค ตามด้วยหมายเลข ip ของเครื่องสแกนลายนิ้วมือ หรือ เครื่องสแกนใบหน้า จากนั้นก็กด Enter เพื่อให้โปรแกรมทำการตรวจสอบ หากคอมพิวเตอร์ของเราตรวจสอบเจอ IP ดังกล่าวก็จะแสดงข้อมูลประมาณ 4-5 บรรทัด แต่หากคอมพิวเตอร์ตรวจสอบไม่เจอ IP ดังกล่าวก็จะแสดงข้อมูลดังภาพด้านล่าง ซึ่งให้ลอง ping ใหม่อีกครั้งหากยังไม่พอIP อีกให้ลองตรวจสอบสายแลนด์ที่ทำการเชื่อมต่อ หรือตรวจสอบ IP ของคอมพิวเตอร์ว่าอยู่ในวงแลนด์เดียวกันกับเครื่องสแกนลายนิ้วมือ หรือ เครื่องสแกนใบหน้าหรือไม่? และดำเนินการ ping อีกครั้ง

ต้องยอมรับได้เลยว่า ระบบสแกนลายนิ้วมือ เป็นระบบหนึ่งของเครื่องกั้นฯที่ใช้กับเครื่องกั้นปีกผีเสื้อ หรือ เครื่องกั้น 3 ขา โดยเครื่องกั้นฯที่มีระบบสแกนลายนิ้วมือส่วนใหญ่จะติดตั้งตามองค์กร หรือบริษัทใหญ่ๆ ที่มีคนอยู่จำนวนมาก ซึ่งเป็นระบบที่ต้องใช้ลายนิ้วมือ ของบุคคลที่ได้รับการอนุญาต หรือบุคคลที่ได้ทำการบันทึกลายนิ้วมือ ลงไว้ในตัวเครื่องสแกนลายนิ้วมือ ที่ใช้ควบคุมระบบการทำงานต่างๆ แล้วซึ่งหากบุคคลใดไม่ได้มีการบันทึกลายนิ้วมือลงไว้ในตัวเครื่องสแกนลายนิ้วมือ ก็จะไม่สามารถเข้าไปใช้งานระบบที่ต้องมีการสแกนลายนิ้วมือนี้ได้ ส่วนระบบที่นำการสแกนลายนิ้วมือเข้ามาใช้ในการควบคุม

การใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือมาทำเป็นเครื่องลงเวลาการทำงาน ของพนักงานในองค์กร เพราะระบบจะทำการระบุตัวบุคคลได้ดีกว่า และแน่นอนกว่าระบบอื่น เพื่อป้องกันการลงเวลาทำงานแทนกันของพนักงาน การใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือมาทำเป็น ระบบควบคุมการเข้า-ออก ของประตูสถานที่ต่างๆ ที่ไม่ต้องการให้บุคคลอื่นใดที่ไม่ได้รับอนุญาตผ่านเข้า-ออกทางประตูนั้นๆ อาทิเช่น ประตูหน้าเข้า-ออก ห้องบัญชีและการเงิน, ประตูห้องเก็บสินค้า, ประตูห้องควบคุมระบบต่างๆ เป็นต้น
ลักษณะของลายนิ้วมือที่ใช้ใน ระบบสแกนลายนิ้วมือ กับเครื่องกั้น
ลายนิ้วมือของแต่ละคนจะเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่เป็นตัวอ่อนอายุ 3 ถึง 4 เดือนในครรภ์มารดา ซึ่งเป็นผิวหนังส่วนที่มีสัน ( Ridge ) และ มีร่อง ( Furrow ) เอาไว้ใช้สำหรับอำนวยความสะดวกในการหยิบจับสิ่งของ สัน และ ร่องที่ปรากฏนี้
- ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามกาลเวลา ( แต่อาจจะเปลี่ยนขนาดได้ )
- ลายนิ้วมือจะไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบ ( Permanence ) ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงกระทั่งวันที่เราตาย แต่ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงขนาดได้ตามขนาดของร่างกาย
- มีรูปแบบเฉพาะในแต่ละบุคคล การที่ลายนิ้วมือมีรูปแบบเฉพาะในแต่ละบุคคล ( Individuality ) เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งของลายนิ้วมือ นับตั้งแต่เริ่มมีการใช้เก็บ และเปรียบเทียบลายนิ้วมือโดยวิธีสมัยใหม่ ซึ่งมีมาร้อยกว่าปีแล้ว ยังไม่มีการตรวจพบว่ามีการเหมือนกันของลายนิ้วมือ
- ลายนิ้วมือของแต่ละคนนั้นจะมีลักษณะเฉพาะมากจนกระทั่งแม้แต่ ( Identical Twin ) ก็ยังมีลายนิ้วมือที่แตกต่างกัน ( แต่มีรูปแบบ DNA ที่เหมือนกัน ) อย่างไรก็ตามรูปแบบของลายนิ้วมือ นั้นก็จะมีลักษณะการคล้ายกันของคนในครอบครัว พรือพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า รูปแบบของลายนิ้วมือมีการถ่ายทอดกันทางพันธุกรรม มีลักษณะเป็น ลายก้นหอย หรือ ลายมัดหวาย หรือ ลายโค้ง

การตรวจสอบลายนิ้วมือโดยใช้คอมพิวเตอร์ ตรวจสอบลักษณะของสัน ( Ridge ) ตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานด้วยการสแกนลายนิ้วมือ ( Fingerprint Scanner ) อุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ ในปัจจุบันจะมีราคาถูกลงมาก และ ก็มีแนวโน้มว่าจะมีราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องมาจากความแพร่หลาย และ การประยุกต์ใช้ลายนิ้วมือกันในงานด้านต่างๆมากขึ้น ส่วนราคาของเครื่องสแกนลายนิ้วมือในปัจจุบันก็จะมีราคาตั้งแต่ 10,000 – 30,000 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนของการรองรับลายนิ้วมือ ในการใช้งานของอุปกรณ์
มาทำความรู้จักกับ ประตูสแกนบัตรBTS คือ ประตูกั้นทางเข้า-ออก หรือ ประตูกั้นคนเข้าออกของสถานีรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากในตอนนี้ เพราะมาพร้อมกับฟังก์ชันที่หลากหลายและมีรูปแบบที่สวยงาม ซึ่งในชีวิตประจำวันเราจะเจอได้ใน BTS หรือ MRT เป็นหลัก โดยประตูปีกผีเสื้อนั้นมีหลายรูปแบบ ต่างกันที่การออกแบบ ให้ทันสมัย และขนาด รวมถึงการเชื่อมต่ออุปกรณ์ โดยต่างสถานก็มีการเลือก ติดตั้งอุปกรณ์ร่วมที่ต่างกันอีกด้วย

ประตูสแกนบัตรBTS หรือ ประตูปีกผีเสื้อ เป็นประตูกั้นคน
ประตูสแกนบัตรBTS หรือ ประตูปีกผีเสื้อ เป็นประตูกั้นคนเข้า – ออก ที่มาพร้อมฟังก์ชันการทำงานที่โดดเด่น สามารถป้องการใช้งานที่ไม่ได้รับอนุญาต มีการแจ้งเตือนการใช้งานที่ผิดกฏ หรือไม่ด้รับอนุญาต มีสัญญาณไฟแสดงสถานะสำหรับการเดินผ่านเข้า-ออกประตู สามารถระบายคนเข้าออกได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีการตอบสนองในการเปิดประตูที่รวดเร็ว สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการทำงานของตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี มีรูปแบบการเปิดประตูที่สามารถใช้ได้ทั้งการสแกนบัตร ทาบบัตร หรืออุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น เหรียญ สแกนหน้า และอื่น ๆ เป้นต้น

คุณสมบัติของประตูสแกนบัตรBTS
- วัสดุผลิตจากสแตนเลสอย่างดี กันการกัดกร่อนได้ดีเยี่ยม
- การควบคุมเครื่องหยุดทำงาน มีระบบการควบคุมการทำงานภายใน
- อินฟราเรดตรวจจับคนเดินผ่านเข้าออก
- ไฟแสดงทิศทางในการเข้าออก
- รูปแบบการเปิดประตูสแกนบัตรBTS เป็นรูปแบบการทำงานด้วยเซ็นเซอร์ป้องกันการหนีบ
- มีสวิตซ์ในการควบคุมการตั้งค่า มีการป้องกันการนำเข้าของสัญญาณ
- สามารถประยุกต์ใช้งานได้ทั้งงานภายในและภายนอกอาคารที่มีหลังคาในการบังฝน
- สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น เครื่องสแกนนิ้ว เครื่องสแกนใบหน้าคน เป็นต้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้งาน
- ระบบมีการแจ้งเตือนในกรณีที่มีผู้ใช้งานที่ไม่ได้รับอนุญาตพยามเปิดประตูหรือพยามใช้งานเครื่องเป็น
- ระบบความปลอดภัยระบบมีฟังก์ชันการใช้รีโมทควบคุมการทำงานโดยสั่งปิดหรือเปิดในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ ได้
- ระบบรีเซตเครื่อง ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินระบบมีการรีเซตเครื่องอัตโนมัติทำให้ไม่ต้องเสียเวลาทำการรีเซตเอง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความล่าช้า
- การตั้งค่าการเปิดประตูสแกนบัตร BTS ผู้ใช้าสามารถตั้งการเปิด-ปิดประตูรวมถึงเวลาในการเปิดประตูได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ว่าจะให้ประตูมีความเร็วในการเปิด-ปิดประตูช้าหรือเร็ว

ประตูสแกนบัตรBTSเหมาะสำหรับ สถานที่ ต่างๆดังนี้
ประตูสแกนบัตรBTSยังสามารถประยุกต์ใช้ได้กับสถานที่อื่น ๆ อีกมาย ได้แก่
- สถานีขนส่ง สาธารณะต่างๆ อาทิ BTS , MRT ,สนามบิน,ท่ารถ,ท่าเรือ ต่างๆ โดยในประเทศไทย จะเห็นประตูปีกผีเสื้อกันตาม BTS โดยเป็นประตูกั้นสำหรับใส่บัตร หรือทาบบัตร เพื่อใช้บริการรถไฟฟ้า
- โรงงานและ อาคารสำนักงานต่าง ๆ
- สถานที่จัดนิทรรศการนิทรรศการ , หอประชุม ,ศูนย์แสดงสินค้า โดยใช้ร่วมกับเครื่องอ่านบัตร เพื่อให้ตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าใช้บริการ โดยเครื่อง FLAP BARRIER หรือ ประตูปีกผีเสื้อของเรา สามารถกั้นคน กรณีไม่มีสิทธิ์การผ่านก็จะไม่สามารถผ่านประตูไปได้
- สถานที่ออกกำลังกาย Gym , Fitness , Sport Club
- สถานที่ท่องเที่ยว ที่มีการจำกัดการเข้า เช่น สวนสัตว์ ,วัด ,ห้องสมุด เป็นต้น เริ่มมีการใช้ FLAP BARRIER เพื่อการควบคุมปริมาณผู้เข้าใช้งาน
👉 ดูรุ่นและราคา: ระบบ Access Control